‘ธุรกิจ ชุมชน และสังคม’ โจทย์“ซีพี”รับมือความยั่งยืน

การหายไปของผืนป่าในจังหวัดน่าน จากการเข้าบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพดของชาวบ้านคือความรับผิดชอบร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่

 

 

จังหวัดน่านมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดประมาณ 8 แสนไร่ กว่าครึ่งในนี้เป็นการปลูกบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ การรุกล้ำเข้าไปทำเกษตรบนที่สูง ส่งผลกระทบต่อการหายไปของป่า สร้างปัญหาหมอกควัน กระทบต่อทรัพยากรป่าไม้และแหล่งน้ำ

ในห่วงโซ่ธุรกิจของผู้เกี่ยวข้องกับข้าวโพด มีบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ที่กินส่วนแบ่งในธุรกิจอาหารสัตว์ อยู่ประมาณ 30% กินแชร์ในตลาดขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดประมาณ 20-25% ในจำนวนนี้เป็นข้าวโพดจากภาคเหนือประมาณ 30% ซึ่งครึ่งหนึ่งในนั้นปลูกบนภูเขา โดยเฉพาะข้าวโพดในน่านคิดเป็นมูลค่าถึง 3.6  พันล้านบาท ต่อปี

“เราต้องไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ที่เราเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เกิดการปลูกข้าวโพด และขยายตัวไปในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น บนภูเขาที่น่าน ตอนแรกเราไปส่งเสริมเรื่องการปักหมุดเพราะคิดว่า อาณาเขตของพื้นที่ป่าคงไม่ชัดเจน ก็ไปรณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยปกป้องพื้นที่ป่า แต่ไม่สามารถหยุดการขยายตัวของข้าวโพดได้ เพราะเรารู้ปัญหาเพียงผิวเผิน”

คำสารภาพของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่บอกในวงเสวนาสาธารณะ ‘คน เขา เรา ข้าวโพด: การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน’  ณ งาน ‘Cornnection: คน เขา เรา ข้าวโพด’ เมื่อวันก่อน หลังเข้ามารับผิดชอบเรื่อง “ความยั่งยืนของเครือซีพี” ในหนึ่งปีที่ผ่านมา และปัญหาที่ “น่าน” ก็เป็นโจทย์สำคัญของเขา

โจทย์ยากของซีพี คือการรับซื้อผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลางที่ทำหน้าที่รวบรวมข้าวโพดแล้วนำมาส่งให้ ทำให้ไม่สามารถไปตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ข้าวโพดเหล่านั้นมาจากแหล่งผลิตที่บุกรุกพื้นที่ป่าหรือไม่

“ที่ผ่านมาเราทำผิดพลาดตรงที่ว่า แค่รับซื้อจากผู้รวบรวม หรือพ่อค้าคนกลาง โดยมองไม่เห็นเลยว่า ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เราไม่ได้สนใจเลย นี่เป็นความผิดพลาดของบริษัท” เขายอมรับ

นั่นคือที่มาของการตัดสินใจลงพื้นที่ เพื่อพบปะพูดคุยกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการไม่เลือกทำงานแบบคิดเองเออเองแต่ฝ่ายเดียว ทำให้ได้เห็นต้นตอของปัญหาอีกเยอะมาก โดยเฉพาะปัญหาหลักของเกษตรกรน่าน อย่าง ความยากจน และการไม่มีสิทธิที่ทำกินที่ชัดเจน ส่วนใหญ่ทำเกษตรอยู่ในพื้นที่ป่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ คนนอกอาจเรียกว่าความผิด แต่สำหรับพวกเขา นั่นคือ “วิถีชีวิต” ที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า แล้ว

“ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่ามาหลายๆ รุ่น ได้รับสิทธิที่ทำกิน แต่การได้รับสิทธิ์นี้ต้องเป็นสิทธิที่ทำกินเพื่อการดูแลป่าด้วย ซึ่งถ้าตรงนี้มีความเป็นไปได้ สิ่งที่เราจะสนับสนุนต่อไป คือการส่งเสริมอาชีพทางเลือก เพื่อให้เขาเปลี่ยนกระบวนการเพาะปลูก ไปเป็นอาชีพอย่างอื่นที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้”

เขาบอกว่า ปลูกข้าวโพดบนภูเขา ได้ผลผลิตแค่ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับการปลูกบนที่ราบ แถมยังมีต้นทุนสูงอีกด้วย ต่างจากการปลูกพืชอย่างอื่น เช่น กาแฟ ที่ต้องการร่มเงาของไม้ใหญ่ ทำให้เหมือนเป็นการรักษาผืนป่าไปด้วยในตัว ที่สำคัญกาแฟ ยังเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรได้สูงกว่าข้าวโพด

เพราะหลีกเลี่ยงที่จะออกจากวงจรนี้ไม่ได้ พวกเขาเลยมาทำเรื่อง การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)เพื่อตัดวงจรและเลิกสนับสนุนการบุกรุกพื้นที่ป่า ด้วยการประกาศนโยบายว่า จะไม่รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่เพาะปลูกบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์อีก ทว่ากลับถูกโจมตีหนักว่าซีพีกำลังลอยแพเกษตรกร แน่นอนว่า ในอดีตเสียงสะท้อนเหล่านี้อาจไม่เป็นผลมากนัก เพราะบริษัทถือว่าได้หามาตรการมาจัดการแล้ว แต่กับการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่อยู่บนความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะ เกษตรกร ชุมชน เอ็นจีโอ หรือภาครัฐ จากกฎหนักและเด็ดขาดเลยเปลี่ยนเป็นว่า ยกเว้นให้ในกรณีการใช้พื้นที่เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยที่ดึงความร่วมมือของภาครัฐและเอ็นจีโอในพื้นที่เข้ามาช่วยด้วย

“ทำไมต้องเป็นสองภาคนี้  เพราะภาครัฐเป็นคนที่จะคุมเรื่องกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ เป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามารับรู้ในแผนที่จะฟื้นฟู เพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ส่วนทำไมต้องเป็นเอ็นจีโอ เพราะว่าเอ็นจีโอในพื้นที่จะได้เข้ามาช่วยกันดู ช่วยสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนเอกชนกับรัฐงุบงิบทำกันแล้วก็จบ” เขาบอก

วิธีการทำงานแบบใหม่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง และร่วมฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียหาย เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ขยับพร้อมกันทั้งห่วงโซ่

การลงไปทำงานร่วมกับชุมชน ทำให้เห็นปัญหาของเกษตรกรไทย ที่เขาสรุปได้ใน 4 ข้อ คือ ขาดองค์ความรู้กับเทคโนโลยี ขาดการบริหารจัดการ  ไม่สามารถต่อยอดเรื่องตลาดหรือสร้างผลิตภัณฑ์ได้ รวมไปถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ที่ทำให้เป็นหนี้ล้นพ้นตัวไปเรื่อยๆ

แล้วจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร เขาบอกว่า ทางออกคือ การใช้โมเดลกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) มาแก้ปัญหาเกษตรกร

“ต้องทำ Social Enterprise สำหรับชุมชน เป็น SE เพื่อยกระดับชุมชน มาทดแทนฟังก์ชั่นเดิมที่ยังเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็กอยู่ ซึ่งซีพี เองเราก็ได้ตั้ง SE ขึ้นแล้วที่น่าน โดยไม่ได้มองแค่เรื่องความยั่งยืนของตัวเราเอง หรือวิธีการที่แค่จะหาที่มาของวัตถุดิบให้ถูกต้องแล้วก็จบ แต่เรามองไปถึงว่า ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาความยั่งยืนให้กับชุมชนได้”

ซึ่งความยั่งยืนของชุมชน มาจากหัวใจเดียวกันของธุรกิจ เขาบอกว่าเกิดจาก ต้องพัฒนาผู้นำ สร้างนวัตกรรม รู้จักนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และต้องดำเนินกิจการบนพื้นฐานของ คุณค่า คุณธรรม และความยั่งยืน

เขายกตัวอย่าง “โมเดลสบขุ่น” ที่บ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน ซึ่งเป็นการทำเกษตรในพื้นที่ป่า อยู่ประมาณ 3 หมื่นไร่ พวกเขาเลยไปหารือกับชุมชน เพื่อขอให้ลองเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปปลูกพืชทางเลือกอื่น ที่จะเป็นการรักษาป่าไปด้วย โดยที่รายได้ที่หายไปจากข้าวโพดบริษัทจะทำการชดเชยให้

“เรามีโมเดลที่มีการหารือกับชุมชนในการลดพื้นที่การปลูกข้าวโพด อย่าง สมมติคุณลดการปลูกลงครึ่งหนึ่ง แทนที่จะได้ 6 บาทต่อกิโล เราเสนอให้ที่ 8 บาทต่อกิโล นั่นหมายความว่าเดิมที่ซื้อ 6 บาท เขาอาจมีมาร์จิ้น 2 บาท แต่ถ้าเราซื้อ 8 บาท มาร์จิ้นเขาจะเท่ากับ 4 บาท ซึ่งก็คือมาร์จิ้นเท่ากับปลูก 100% เท่าเดิม แต่ลดการปลูกลงได้ครึ่งหนึ่ง”

เขาบอกวิธีคิด ที่ใช้ “แรงจูงใจ” มาแก้ปัญหาวิกฤติ แต่แน่นอนว่า ถ้าเอกชนทำคนเดียว ชาวบ้านคงไม่ไว้ใจ เลยต้องดึงความร่วมมือของ รัฐ และเอ็นจีโอ ในพื้นที่เข้ามาร่วมด้วย เขาว่า การเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่ถ้าเกิดจากความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ก็จะเปลี่ยนได้เร็วขึ้น ที่สำคัญถ้าทุกฝ่ายเห็นปัญหาพร้อมกัน ไม่มีปัญหาไหนที่แก้ไม่ได้

“ผมเชื่อว่าหลายๆ อย่าง จะกลับคืนมาได้ ถ้าเพียงแค่เราตระหนักรู้แล้วร่วมกันแก้ไข โดยไม่ไปโยนความผิดให้กัน เพราะถ้าเราไม่ทำ โลกไม่เป็นอะไรหรอก แต่สิ่งที่เรากำลังทำลายอยู่ก็คือ บ้านของเราเอง ทำอย่างไรให้ความตระหนักรู้นี้เกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้า ว่าเราต้องทำเพื่อบ้านของเรา และต้องช่วยกันรักษาบ้านของเราเอง” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

โดยย้ำว่ายินดีทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และยินดีให้ตรวจสอบการทำงานได้ เพราะยุคนี้ไม่มีพี่ใหญ่ แต่เป็นการทำงานร่วมกันของคนทั้งห่วงโซ่

 

 

เครดิต   http://www.bangkokbiznews.com/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>