ย้อนตำนานหลังม่านไม้ไผ่…เมื่อคนไทยปฏิวัติโต๊ะอาหารจีน

1084571-img.t3t65b-tile

 

                 “จีน” กำลังมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมืองโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทต่างๆ ของจีนก็ขยายธุรกิจออกไปยังทั่วโลกมากขึ้นด้วย ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นสมัยที่สอง  แม้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจของจีนจะยังเป็นที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยอัตราเร่งของจีนที่หมุนอย่างรวดเร็ว คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะแซงสหรัฐอเมริกาได้ไม่ยาก 

              สำหรับประเทศจีนแล้ว ความมั่นคงทางอาหาร ถือเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่าประเทศไทยเกือบ 19 เท่า  และมีประชากรราว1,400 ล้านคน (ข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2560) และคาดว่าจะถึง 1,450 ล้านคนในปี 2563 แต่สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยในการทำเกษตรกรรมมากเท่าใดนัก โดยตอนเหนือจะเป็นเทือกเขาและทะเลทราย ตอนใต้เป็นป่าฝนกึ่งโซนร้อน ภาคตะวันตกเป็นเทือกเขา และภาคตะวันออกติดทะเล  แน่นอนว่าความต้องการอาหารก็ย่อมมากตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นด้วย  ในปี  2013 ระหว่างการประชุมหารือด้านนโยบายอาหารกับเจ้าหน้าที่รัฐในชนบท ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวกับที่ประชุมว่า

 

“ชามข้าวของเราควรมีอาหารจีนเป็นหลัก”

 

 

 

 

 

จากคำกล่าวนี้ ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการหาเลี้ยงประชากรของจีน  ที่สะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างอุปทานกับอุปสงค์ทางการเกษตรในจีน เพราะปัญหาการทำกินในพื้นที่ๆไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกทั้งที่มีที่ดินมหาศาล แต่ผลผลิตกลับไม่เพียงพอต่อประชาชน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจตรงที่ บริษัทสัญชาติไทยได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอาหารของจีนจวบจนทุกวันนี้

 
การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของจีน มีแนวคิดอย่างไร ?
 
1. ปรับปรุงและยกระดับระบบการชลประทาน โดยนำเอาเทคโนโลยีและจักรกลการเกษตรมาใช้ เพื่อขยายไร่นาแปลงเล็กๆ ให้ใหญ่ขึ้น (Smart Farm) โดยการรวมผืนดินไร่นาติดๆกันให้มี ขนาดใหญ่ประมาณ 40-50 ไร่
 
2.สร้างนิคมการเกษตรและอาหาร ซึ่งประกอบด้วยไร่เพาะปลูกฟาร์ม โรงงาน สำนักงาน และบ้านพักพนักงาน
 
3.มีศูนย์พัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคเกษตรอินทรีย์
 
 
 
 
         
           โดยที่กล่าวไปข้างต้นว่า คนไทยและบริษัทที่ได้รับเกียรติให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิวัติด้านการเกษตรของจีน และยังเป็นกลุ่มบริษัทแรกที่ได้เข้าไปลงทุนในประเทศจีนในระบบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนการค้าการลงทุนในจีนด้วยหมายเลข 001 ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 ยุคผู้นำเติ้ง เสี่ยว ผิง นั่นก็คือ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซี.พี.นั่นเอง ซึ่งถือว่าได้รับความไว้วางใจจากทางรัฐบาลจีนมาเนิ่นนาน

 

             ซึ่ง ณ เวลานั้นธนินท์ เจียรวนนท์ หรือเจ้าสัวซี.พี.ได้เสนอคำแนวทางในการแก้ปัญหา โดยแนะนำวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่ให้กับรัฐบาลจีน และด้วยการทำเกษตรแบบสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิต เป็นอุตสาหกรรมการเกษตร ทำให้เครือซีพีได้รับการพิจารณาให้เข้าบริหารโครงการไก่ไข่ครบวงจรที่จังหวัดผิงกู่ ใกล้นครปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นฟาร์มไก่ไข่ 3 ล้านตัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนและในเอเชีย ยุโรป ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่มีประมาณ 6-7 ล้านตัวต่อฟาร์ม  โดยใช้โมเดล “สี่ประสาน” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล เกษตรกร บริษัทเอกชน และธนาคาร  ซึ่ง ณ ปัจจุบันโครงการนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จ อีกทั้งเกษตรกรจีนได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการนี้ถึง 1,608 ครอบครัว หรือประมาณ 5,000 คน

 

               นอกจากนี้ในปัจจุบันประเทศไทยและจีนยังมีการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร” ร่วมกัน ณ โครงการ CP Eco Agriculture Industry Park เมืองสือซี จังหวัดหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง (อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ซึ่งอนาคตจะเป็นการเชื่อมโยงศูนย์วิจัยวิจัยเจ้อเจียงเข้ากับ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร” อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ของไทยเรา  ซึ่งทั้งไทยและจีนจะร่วมกันคิดค้นผนึกกำลังพัฒนาการผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปใหม่ ๆ มาหล่อเลี้ยงผู้คนบนโลกนี้มากยิ่งขึ้น

 

 

 

          นี่จึงเป็นโอกาสในการคว้าตลาดขนาดใหญ่ซึ่งภาคธุรกิจของหลายประเทศต่างจับจ้องจะเข้าไปทำการค้าการลงทุนและผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนเช่นกัน แต่ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมของไทย ก็สามารถก้าวเข้าไปลงทุนวางรากฐานธุรกิจในจีนโดยได้รับการต้อนรับอย่างดีจากรัฐบาลและประชาชนชาวจีน

ภาพการเติบโตของธุรกิจต้นน้ำของ ซี.พี.ในประเทศจีน เป็นจุดที่สะท้อนกลับมาถึง “ความพร้อม” ของคนไทยที่กำลังขยับตัวสู่เป้าหมาย “ครัวของโลก”มากขึ้นทุกที

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติ HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>